Follow TED
Be the first to know about new TEDTalks, TED news and other announcements.
Click on any phrase to play the video from that point.
สองสามเดือนก่อน, หญิงอายุ40ปีมาที่ห้องฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลใกล้ๆที่ผมพักอยู่, และเธอถูกพาในสภาพที่สับสน ความดันโลหิตของเธอสูงจนน่าตกใจ 230มากกว่า170 ภายในสองสามนาที,เธอมีอาการหัวใจล้มเหลว เธอถูกทำให้ฟื้นขึ้นมา,ให้อยู่ในสภาวะคงที่, ร๊บส่งไปยังห้องเอกฃ์เรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งอยู่ถัดจากห้องฉุกเฉิน, เพราะเกรงว่าจะมีเลือดอุดตันในปอด ผลการเอกซ์เรย์แสดงให้เห็นว่า ว่าไม่มีลิ่มเลือดอุดตันในปอด, แต่กลับเป็นก้อนในหน้าอก เห็นได้ชัดเจนทั้งสองข้าง เนื้องอกในช่องอก, ซึ่งได้ลุกลามอย่างกว้างขวางไปย้งอวัยวะอื่น ทั่วทั้งร่างกาย และที่น่าเศร้าจริงๆก็คือว่า,ถ้าคุณดูแฟ้มประวัติ, เธอได้รับการตรวจ จากสถาบันที่ให้การรักษาพยาบาลมาแล้วสี่หรือห้าแห่ง ในหลายปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ โอกาสมีถึงสี่หรือห้าครั้ง ที่จะพบก้อนในช่องอกนี้,ได้สัมผัสก้อนนี้, และทำการรักษาตั้งแต่ในระยะแรกๆ ก่อนที่เราจะพบเธอ
ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ, นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปรกติแต่อย่างไร น่าเสียใจที่ว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ผมพูดให้ขำ,แต่มันตลกได้แค่ครึ่งเดียว ที่ว่าถ้าคุณมาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งขาหายไปข้างหนึ่ง, จะไม่มีใครเชื่อคุณจนกว่าพวกเขาจะได้ผลเอกซ์เรย์,ผลเอ็มอาร์ไอ(MRI) หรือความเห็นจากศัลยศาสตร์กระดูก ผมไม่ใช่พวกลูดิท(Luddite) ผมสอนที่แสตนฟอร์ด ผมเป็นแพทย์ที่ปฎิบัติงานด้านเทคโนโลยี่นำสมัยแนวหน้า แต่ผมอยากจะโต้แย้งกับคุณ ในอีก17นาทีต่อจากนี้ ว่าเมื่อเราข้ามการตรวจร่างกายไป, เมื่อเราไปพึ่งพิงผลการทดสอบ แทนที่จะพูดคุยและตรวจร่างกายคนป่วย, เราไม่เพียงแค่มองข้ามการวินิจฉัยโรคแบบง่ายๆ ที่เราวินิจฉัยโรคได้ในระยะแรกที่เยียวยาได้, แต่เรากำลังสูญเสียมากกว่านั้นมาก เรากำลังสูญเสียพิธีกรรม เรากำลังสูญเสียแนวการปฏิบัติที่ผมเชื่อว่าสามารถทำให้เกิดผล,ลํ้าลึก และเป็นหัวใจสำคัญ ของความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับแพทย์ การพูดที่ TED แต่ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จัก แนวปฏิบัติใหม่ที่สำคัญที่สุด, ที่ผมคิดว่าจะมีบทบาททางการแพทย์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า และนั่นคือพลังของมือมนุษย์-- ที่จะสัมผัส,ปลอบโยน,วินิจฉัยโรค และนำไปสู่การเยียวยารักษา
อันดับแรกผมขอแนะนำบุคคลผู้นี้ รูปของเขาคุณอาจจะจำได้หรืออาจจะจำไม่ได้ ผู้นี้คือเซอร์อาร์เทอร์ โคนัน ดอยล์ เพราะว่าเราอยู่ในอีดินเบริกฮ์,ผมจึงชื่นชอบโคนัน ดอยล์อย่างมาก คุณอาจจะไม่ทราบว่าโคนัน ดอยล์เข้าเรียนแพทย์ ที่นี่ในอีดินเบริกฮ์, และตัวละครของเขา,เชอร์ล๊อก โฮล์มส์, ได้แรงดลใจจากเซอร์ โจเซฟ เบลล์ อย่างที่คนพูดกันโจเซฟ เบลล์เป็นครูชั้นเยี่ยม และโคนัน ดอยล์,เมื่อเขียนเกี่ยวกับเบลล์, บรรยายการสนทนาต่อไปนี้ ระหว่างเบลล์กับศิษย์ของเขา
ดังนั้นลองวาดภาพเบลล์นั่งอยู่ในแผนกผู้ป่วยนอก, รายล้อมด้วยศิษย์, ผู้ป่วยกำลังลงชื่อในห้องฉุกเฉิน ไดัรับการลงทะเบียนและถูกนำเข้ามา ผู้หญิงคนหนึ่งมาพร้อมกับเด็ก, และโคนัน ดอยล์บรรยายบทสนทนาดังนี้ หญิงนั้นพูดว่า,"สวัสดีคะ" เบลล์กล่าวว่า,"คุณข้ามฟากมาอย่างไร" โดยเรือข้ามฟากจากเบิร์นท์ไอแลนด์ใช่ไหม?" เธอตอบว่า,"ดีค่ะ" เขาถามว่า,"แล้วเธอเอาเด็กอีกคนไว้ไหนละ?" เธอตอบว่า"ฉันฝากเขาไว้กับน้องสาวที่ลีท" เขาถามว่า, "คุณเดินทางลัดมาตามถนนอินเวอร์ลีท โรว์ เพื่อมาถึงโรงพยาบาลนี่ใช่ไหม? เธอตอบว่า,"ใช่คะ" เขาถามว่า, "คุณยังคงทำงานที่โรงงานเสื่อนํ้ามันใช่ไหม?" และเธอก็ตอบว่า,"ใช่คะ"
แล้วเบลล์ก็อธิบายให้ลูกศิษย์ฟังต่อ เขากล่าวว่า,"เธอเห็นไหม,เมื่อเรากล่าวทักทาย," ฉันจับสำเนียงไฟฟ์ของเขาได้ เรือข้ามฟากที่ใกล้ที่สุดจากไฟฟ์ก็คือจากเบอร์นท์ไอแลนด์ ดังนั้นเธอต้องขึ้นเรือข้ามฟากจากที่นั่นแน่ คุณสังเกตุเห็นไหมว่าเสื้อคลุมที่เธอถือมา เล็กเกินไปสำหรับเด็กที่มากับเธอ, ดังนั้น,เธอออกเดินทางมากับเด็กสองคน แต่ทิ้งคนหนึ่งไว้ระหว่างทาง คุณเห็นดินโคลนที่ติดส้นเท้าเธอไหม โคลนสีแดงแบบนั้นเราจะไม่พบในเขตหนึ่งร้อยไมล์ของเมืองอีดินเบอร์ก, ยกเว้นในสวนพฤกษศาสตร์ ดังนั้น,เธอใช้เส้นทางลัดมาตามถนนอินเวอร์ลีทโรว์ เพื่อมาถึงที่นี่ ประการสุดท้าย,เธอมีผื่นขึ้น บนนิ้วมือขวา ผื่นแพ้ที่มีลักษณะเฉพาะ สำหรับคนงานโรงพรมนํ้ามันในเมืองเบอร์นท์ไอแลนด์" และเมื่อเบลล์ถอดเสื้อผ้าคนไข้ เพื่อเริ่มตรวจคนไข้, คุณคงจินตนาการได้ว่าเขาจะเข้าใจได้มากขนาดไหน ในฐานะที่เป็นอาจารย์แพทย์,และในฐานะที่เป็นนักศึกษาเอง, ผมได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากเรื่องที่เล่านี้
แต่คุณอาจจะไม่ตระหนัก ว่าความสามารถในการมองลึกเข้าไปในร่างกาย ด้วยวิธีการง่ายๆนี้โดยใช้ประสาทสัมผัสของเรา, เป็นเรื่องเกิดขึ้นไม่นานมานี้ ภาพที่ผมนำมาแสดงเป็นภาพของลีโอโพลด์ โอนบรุกเกอร์ ผู้ซึ่ง,ในปลายศตวรรษที่18, ค้นพบการเคาะเพื่อวินิจฉัยโรค เรื่องก็คือลีโอโพลด์ โอนบรุกเกอร์ เป็นลูกชายของเจ้าของโรงแรม พ่อของเขาคุ้นกับการลงไปยังห้องใต้ดิน เพื่อเคาะข้างๆถังเหล้าไวน์ เพื่อดูว่ามีไวน์เหลืออยู่มากน้อยเท่าใด และควรจะสั่งซื้ออีกหรือไม่ เมื่อโอนบรุกเกอร์มาเป็นแพทย์, เขาก็เริ่มต้นทำแบบเดียวกัน เขาเริ่มเคาะหน้าอกของคนไข้, ช่องท้องของคนไข้ โดยทั่วไปแล้วทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับการเคาะ, ซึ่งคุณคิดได้ว่าเหมือนกับอัลตราซาวน์ด์ในเวลานั้น-- อวัยวะขยายใหญ่ขึ้น,นํ้ารอบหัวใจ,นํ้าในปอด, การเปลี่ยนแปลงของช่องท้อง-- ทั้งหมดนี้เขาอธิบายโดยใช้คำว่า "อินเวนตัม โนวัม","ประดิษฐกรรมใหม่" ซึ่งน่าจะสูญหายไปในความมืดมน, ยกเว้นความเป็นจริงที่ว่าแพทย์ผู้นี้,คอร์วิสาร์ท, แพทย์ผู้มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศส-- มีชื่อเพียงเพราะว่าเขาเป็นแพทย์ของสุภาพบุรุษผู้นี้-- คอร์วิสาร์ททำให้ผลงานนี้ได้รับความนิยมและถูกนำกลับมาใช้อีก
ต่อจากนั้นหนึ่งหรือสองปี แลเน็กก็ค้นพบหูฟังของแพทย์ แลเน็ก,กล่าวกันว่า,กำลังเดินอยู่บนถนนกรุงปารีส เห็นเด็กสองคนกำลังเล่นท่อนไม้อยู่ คนหนึ่งขูดที่ปลายไม้ข้างหนึ่ง, อีกคนฟังเสียงอยู่ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง แลเน็กคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นวิธีที่เยี่ยมยอด ที่จะใช้ฟังน่าอกหรือช่องท้อง โดยใช้สิ่งที่เขาเรียกว่า"ทรงกระบอก ต่อมาตั้งชื่อใหม่ว่าหูฟังของแพทย์(stethoscope) และนั่นคือการเกิดของหูฟังและการฟังเสียง ภายในไม่กี่ปี, ตอนปลายศตวรรษที่19,ต้นศตวรรษที่20, ในทันทีทันใด, คนผ่าตัดที่เป็นช่างตัดผม(barber surgeon)ก็ยอมเปิดทางให้ แพทย์ผู้พยายามวินิจฉัยโรค
ถ้าคุณจำได้,ก่อนหน้านั้น, ไม่ว่าคุณจะเจ็บป่วยเรื่องอะไร,คุณไปพบคนผ่าตัดช่างตัดผม ซึ่งลงท้ายก็รักษาโดยใช้ถ้วยดูดเลือด, ทำให้คุณเลือดออก,ถ่ายท้องคุณ และ,ใช่,ถ้าคุณต้องการ, เขาอาจจะตัดผมคุณ--ด้านข้างสั้น,ยาวด้านหลัง-- และถอนฟันให้ในระหว่างการรักษา เขาไม่ได้พยายามวินิจฉัยโรค จริงๆแล้ว,บางท่านอาจจะรู้จักดี ว่าแกนหมุนหน้าร้านตัดผม,ลายเส้นสลับแดงขาว, เป็นสัญลักษณ์แทนผ้าพันแผลห้ามเลือดของคนผ่าตัดช่างตัดผม, และภาชนะที่ปลายแต่ละข้าง ก็แทนหม้อที่รองรับเลือด การเข้ามาของการฟังและเคาะเพื่อวินิจฉัยโรค เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่, เป็นช่วงเวลาที่แพทย์เริ่มมองเข้าไปในร่างกาย
และเฉพาะภาพวาดนี้,ผมคิดว่า, แทนส่วนสำคัญที่สุด,จุดสุดยอด,ของการแพทย์สมัยนั้น ภาพวาดนี้มีชื่อเสียงมาก: "แพทย์"วาดโดยลุก ฟิลเดส เทท ผู้ซึ่งขอให้ลุก ฟิลเดสวาดภาพนี้, ผู้ซึ่งได้ก่อตั้งเททแกลเลอรี่ขึ้น และเททขอให้ฟิลเดสวาดภาพ ที่มีความสำคัญเชิงสังคม น่าสนใจว่าฟิลเดสเลือกวาดเรื่องนี้ ลูกชายคนโตของฟิลเดส,ฟิลิพ, ตายเมื่ออายุเก้าขอบในวันก่อนวันคริสต์มาส หลังจากป่วยไม่นาน ฟิลเดสเกิดความสนใจในแพทย์คนนั้นมาก ผู้ซึ่งคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงสองสามคืน, จนตัดสินใจว่าเขาจะพยายามวาดภาพ แพทย์ผู้นั้น ในยุคของเรา-- เกือบเป็นการให้เกียรติแก่แพทย์ผู้นี้ ดังนั้นภาพวาด"แพทย์", จึงเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงมาก เคยเป็นภาพในปฏิทิน,แสตมป์ไปรษณีย์ในหลายๆประเทศ ผมมักจะสงสัยว่า,ฟิลเดสจะวาดอะไร ถ้าเขาถูกขอให้วาดภาพนี้ ในยุคสมัยใหม่, ในปี 2011? เขาน่าจะเอาจอคอมพิวเตอร์มาแทน ตรงที่เขาวาดเป็นคนไข้ไหม?
ในซิลิคอนแวลลี่ผมมีปัญหาขึ้น เมื่อพูดว่าคนไข้บนเตียงคนนั้น เกือบจะกลายเป็นตัวไอคอน สำหรับคนไข้ตัวจริงในคอมพิวเตอร์ ที่จริงผมคิดคำใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกชื่อสิ่งนั้นในคอมพิวเตอร์ ผมเรียกมันว่า ไอเพเชี่ยน(iPatient) ไอเพเชี่ยนได้รับการดูแลอย่างเยี่ยมยอดทั่วอเมริกา คนไข้ตัวจริงมักจะสงสัยว่า, แพทย์หายไปไหนกันหมด? เมื่อไหร่แพทย์ถึงจะมาและอธิบายสิ่งต่างๆให้ฉันทราบ? ใครรับผิดชอบ? มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างความเข้าใจของผู้ป่วย และความเข้าใจของเราเองในฐานะแพทย์ที่ให้การรักษาที่ดีที่สุด
ผมอยากให้คุณดูภาพหนึ่ง ว่าตอนเราไปดูผู้ป่วยเป็นอย่างไร สมัยตอนผมอยู่ระหว่างการฝึกหัด จุดสำคัญอยู่ที่ผู้ป่วย เราเดินจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงหนึ่ง แพทย์ผู้ดูแลเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ การดูผู้ป่วยแต่ละวันส่วนมากจะเป็นแบบนี้, มีการปรึกษาเรื่องการรักษาผู้ป่วย ในห้องที่ห่างไกลจากตัวผู้ป่วย การอภิปรายล้วนแต่เกี่ยวกับภาพต่างๆบนจอคอมพิวเตอร์,ข้อมูลต่างๆ และสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป ก็คือผู้ป่วยเอง
ผมได้รับอิทธิพลความคิดนี้ จากเรื่องจริงสองเรื่องที่ผมจะเล่าให้คุณฟัง เรื่องแรกเป็นเรื่องของเพื่อนของผมเองซึ่งเป็นมะเร็งเต้านม, ตรวจพบมะเร็งที่เต้านมก้อนเล็กๆ-- และได้รับการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกในเมืองที่ผมอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผมอยู่ที่เมืองเท็กซัส ซึ่งเธอได้ใช้เวลาอย่างมากสืบค้นข้อมูล เพื่อหาศูนย์มะเร็งที่ดีที่สุดในโลก ที่จะได้รักษาเธอ เธอก็พบสถานที่นั้นและตัดสินใจไปที่นั่น แต่สิ่งซึ่งทำให้ผมประหลาดใจก็คือสองสามเดือนต่อมา ผมเห็นเธอกลับมาที่เมืองของเรา, แล้วเข้ารับการดูแลรักษาต่อกับแพทย์ผู้เชียวชาญด้านมะเร็งประจำของเธอ
ผมจึงสอบถามจากเธอว่า, ทำไมถึงกลับมารักษาที่นี้ เธอลังเลที่จะบอกผม เธอพูดว่า,"ศูนย์มะเร็งที่เูธอไปนั้นยอดเยี่ยมมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน, มีห้องโถงกลางที่ใหญ่โต, มีจุดบริการที่จอดรถ, มีเปียโนที่เล่นได้เอง, พนักงานที่พาคุณเที่ยวชมโดยรอบ แต่,"เธอบอกว่า, "แต่พวกเขาไม่ได้ตรวจสัมผัสเต้านมของฉันเลย" ตอนนี้ทั้งคุณและผมอาจจะมีข้อโต้แย้งกัน ว่าพวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องสัมผัสเต้านมของเธอ เพราะพวกเขาได้ทำการเอกซ์เรย์จนทะลุปรุโปร่งแล้ว พวกเขาเข้าใจมะเร็งเต้านมของเธอในระดับโมเลกุลแล้ว; ไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสเต้านมของเธอหรอก
แต่สำหรับเธอแล้ว,มันมีความสำคัญอย่างมาก มันมากพอที่จะทำให้เธอตัดสินใจ กลับมารับการรักษาต่อกับแพทย์ด้านเนื้องอกประจำของเธอ แพทย์คนที่ทุกครั้งที่เธอไปพบ, จะตรวจเต้านมทั้งสองข้างรวมทั้งบริเวณใต้รักแร้อย่างใกล้ชิด, ตรวจบริเวณใต้รักแร้เธออย่างละเอียด, ตรวจบริเวณคอ,บริเวณขาหนีบ, ตรวจอย่างถ้วนทั่ว, สำหรับเธอแล้ว,เป็นการบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ที่เธอต้องการ ซึ่งเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อผมอย่างมาก
ส่วนอีกเรื่องที่มีิอิทธิพลต่อผมก็คือ สมัยก่อนตอนที่ผมอยู่ในเท็กซัส,ก่อนจะย้ายมาที่สแตนฟอร์ด ผมมีชื่อเสียง ว่าเป็นผู้ที่ให้ความสนใจกับผู้ป่วย ที่มีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ซึ่งไม่ได้เป็นชื่อเสียงที่คุณอยากมีกับศัตรูของคุณหรอกครับ ผมพูดแบบนี้ก็เพราะคนไข้เหล่านี้มักมีปัญหา พวกเขามักถูกครอบครัวทิ้ง มีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับการรักษาจากแพทย์ และมาพบคุณโดยเตรียมพร้อมที่จะ ทำให้คุณเข้าไปอยู่เป็นพวกเดียวกับคนอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เขาผิดหวังอีก ผมรู้ตั้งแต่ต้นๆแล้วกับคนไข้คนแรก ว่าผมอาจจะปฏิบัติอย่างเป็นธรรมไม่ได้ กับคนไข้ที่มีความซับซ้อนมากคนนี้ กับประวัติการรักษาที่เขานำมา และในอีก45นาทีจะมีคนไข้ใหม่อีกคนเข้ามา เป็นไปไม่ได้เลยล่ะ ซึ่งถ้าผมพยายามทำ,ผมจะทำให้เขาผิดหวัง
ผมจึงใช้วิธีการที่คิดได้เวลานั้น โดยผมได้ให้คนไข้ ให้เล่าเรื่องของเขาตลอดเวลาที่พบผมครั้งแรก, ซึ่งผมพยายามที่จะไม่ขัดจังหวะเขา เรารู้ว่าแพทย์อเมริกันโดยเฉลี่ย ขัดจังหวะคนไข้ใน14วินาที ถ้าผมจะไปสวรรค์, น่าจะเป็นไปได้เพราะผมนิ่งเงียบได้นาน45นาที และไม่ขัดจังหวะคนไข้เลย แล้วผมก็จัดตารางตรวจร่างกายสองสัปดาห์จากนั้น เมื่อคนไข้มาตรวจร่างกาย ผมก็สามารถตรวจได้อย่างถ้วนถี่, เพราะผมไม่ต้องทำอย่างอื่น ผมพอใจที่คิดว่าผมตรวจร่างกายได้ถี่ถ้วน, แต่เพราะการมาพบแพทย์ตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับร่างกายเป็นหลัก, ผมตรวจได้ถี่ถ้วนเป็นพิเศษ
ผมยังจำคนไข้รายแรกๆได้ ซึ่งเขา ยังคงเล่าเรื่องเขาให้ผมฟังต่อ ในระหว่างที่ควรจะเป็นการพบเพื่อตรวจร่างกาย และผมก็เริ่มการตรวจ ผมเริ่มต้นด้วยชีพจรเสมอ แล้วก็ตรวจมือ,แล้วก็โคนเล็บ แล้วผมก็เลื่อนมือขึ้นไปที่ต่อมนํ้าเหลืองบริเวณข้อศอก, และผมก็ทุ่มความสนใจไปที่การตรวจทั้งหมด ซึ่งเมื่อผมเริ่มตรวจร่างกายเขา, คนไข้ที่พูดมากคนนี้ ก็เริ่มเงียบลง และผมจำได้ว่ามีความรู้สึกประหลาด ว่าทั้งคนไข้และผม ได้ลื่นไหลไปกลับเข้าไปในวิธีการแบบดั้งเดิม ซึ่งผมมีบทบาท และคนไข้เองก็มีบทบาท และเมื่อผมตรวจเสร็จแล้ว คนไข้พูดกับผมด้วยความเคารพว่า, "ผมไม่เคยได้รับการตรวจแบบนี้มาก่อนเลย" ถ้าสิ่งนั้นเป็นความจริง, ก็เป็นการประณามอย่างแท้จริงต่อระบบการรักษาพยาบาลของเรา, เพราะเขาได้ผ่านการรักษาจากสถานพยาบาลอื่นมาแล้วหลายที่
แล้วผมจึงพูดกับคนไข้ต่อ, เมื่อเขาแต่งตัวเสร็จว่า, มาตรฐานที่เขาเคยได้ยินในโรงพยาบาลอื่นๆนั้น ได้แก่, "โรคนี้มิใช่คุณคิดไปเอง เป็นโรคจริง ข่าวดีก็คือ,มันไม่ใช่มะเร็ง,ไม่ใช่วัณโรค, ไม่ใช่ปอดอักเสบจากเชื้อราหรือการติดเชื้อจากเชื้อราที่ยังคลุมเครือ ข่าวไม่ดีก็คือเรายังไม่รู้แน่ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร, แต่นี่เป็นสิ่งที่คุณควรกระทำ,นี่เป็นสิ่งที่คุณควรกระทำ" และผมก็เสนอการรักษาที่เป็นมาตรฐานต่างๆให้คนไข้เลือก ซึ่งคนไข้เคยได้ยินมาก่อนจากที่อื่นแล้ว
และผมรู้สึกเสมอว่า ถ้าคนไข้เลิกขอ หมอวิเศษ,การรักษาวิเศษ และมาเริ่มต้นกับผมตามวิถีสู่การมีสุขภาพที่ดี, ทั้งนี้เพราะว่าผมได้รับสิทธิ ที่จะบอกพวกเขาถึงสิ่งเหล่านี้ โดยผลดีที่เกิดจากการตรวจ บางอย่างที่สำคัญได้เกิดขึ้นในระหว่างการพูดคุย ผมนำเรื่องนี้ไปบอกเพื่อนร่วมงาน ที่สแตนฟอร์ดในสาขาวิชามนุษยวิทยา และเล่าเรื่องเดียวกันนี้ เขาได้พูดกับผมทันทีว่า, "คุณกำลังอธิบายเรื่องวิธีการตรวจที่ยอดเยี่ยม" และเขาช่วยให้ผมเข้าใจ ว่าวิธีการตรวจนั้นเกี่ยวข้องการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
เราแต่งงาน,ยกตัวอย่าง, มีพิธีฉลองที่เอิกเกริกและค่าใช้จ่ายสูง เพื่อส่งสัญญาณของการออกจาก ชิวิตที่โดดเดี่ยว ทุกข์ยากและอ้างว้าง ไปสู่ความสุขชั่วกาลนาน ผมไม่มั่นใจทำไมคุณจึงหัวเราะ นั่นเป็นเจตนาดั้งเดิม,ไม่ใช่หรือ? เราส่งสัญญาณถ่ายโอนอำนาจ โดยพิธีการ เราส่งสัญญาณในช่วงเวลาของชีวิตด้วยพิธีการต่างๆ พิธีการเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นเรื่องของการปฎิรูป ผมจะให้คุณพิจารณา เรื่องของวิธีการของการรักษาโรค ที่คนคนหนึ่งมาหาคนอีกคนหนึ่ง และบอกให้คุณทราบถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาจะไม่บอกนักบวชหรือพระยิว, แล้ว,ไม่น่าเชื่อ,นอกเหนือจากนั้น, ถอดเสื้อผ้าและยอมให้แตะต้อง-- ผมจะขอให้คุณพิจารณาว่านั่นเป็นพิธีการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และถ้าคุณตัดทอนขั้นตอนนั้นออกไป โดยไม่ถอดเสื้อผ้าของคนไข้, แล้วใช้หูฟังแนบฟังบนชุดนอน โดยไม่ทำการตรวจโดยตลอด, คุณได้ละเลยโอกาส ที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ของคนไข้กับแพทย์
ผมเป็นนักเขียน, ดังนั้นผมต้องการจบการพูดด้วยการอ่านข้อความสั้นๆที่ผมเขียนขึ้นมา ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก ผมเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ, และในยุคแรกของโรคเอดส์,ก่อนที่เราจะมียารักษาโรคนี้, ผมได้เป็นเห็นเหตุการณ์ประมาณนี้หลายๆครั้ง ผมจำได้ว่าทุกครั้งผมไปที่เตียงผู้ป่วยใกล้ตาย, ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาลหรือที่บ้าน, ผมยังจำความรู้สึกล้มเหลวของผมได้-- ความรู้สึกที่ว่าผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร, ผมไม่รู้ว่าผมจะพูดอะไรได้; ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำอะไร และนอกเหนือจากความรู้สึกล้มเหลวนั้น, ผมจำได้,ผมจะตรวจคนป่วยเสมอ ผมจะดึงเปลือกตาลง จะดูลิ้น จะเคาะหน้าอก ฟังหัวใจ สัมผัสหน้าท้อง ผมจำผู้ป่วยได้หลายคน, ชื่อของเขายังคงคุ้นอยู่ที่ปลายลิ้น, ใบหน้าของพวกเขายังชัดเจน ผมจำดวงตาที่โต โบ๋และดูหลอกหลอน จ้องมองมาที่ผมขณะที่ผมทำการตรวจ แล้วในวันต่อมา ผมก็จะมาอีก,และก็ทำสิ่งนั้นอีก
และผมอยากจะอ่านข้อความนี้เป็นการจบ เกี่ยวกับคนไข้คนหนึ่ง "ผมนึกถึงคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสภาพที่ แทบจะไม่ต่างจากโครงกระดูก ในเนื้อหนังเหี่ยวย่นที่ห่อหุ้มเขาอยู่, พูดไม่ได้แล้ว ปากเป็นฝ้าจากเชื้อรา ซึ่งดื้อต่อตัวยาทั่วไปที่ใช้กันอยู่ เมื่อเขาเห็นผม เวลาที่กลายเป็นช่วงสุดท้ายของเขาในโลก มือของเขาขยับไปราวกับเป็นภาพช้า ขณะที่ผมสงสัยว่าเขาจะทำอะไร, นิ้วยาวแข็งเลื่อนขึ้นไป ที่เสื้อชุดนอน, คลําเปะปะที่กระดุม ผมจึงเข้าใจว่าเขาต้องการ ให้เปิดอกที่ไม่ต่างไปจากตะกร้าหวายให้ผมดู เป็นการเสนอ,การเชื้อเชิญ ผมไม่ปฎิเสธ
ผมจึงเคาะ ผมคลําดู ผมฟังเสียงจากอก ผมคิดว่าในเวลานั้นเขาต้องรู้ ว่ามันสำคัญสำหรับผม เท่าๆกับมันจำเป็นสำหรับเขา เราจะข้ามพิธีการนี้ไปไม่ได้, ซึ่งไม่เกี่ยวกับการฟังเสียงในปอด, หรือหาจังหวะการเต้นรัวของหัวใจวาย ไม่ใช่,พิธีการนี้เกี่ยวข้องกับการส่งสารหนึ่ง ที่แพทย์จำเป็นต้องสื่อไปยังคนไข้ของเขา แม้ว่า,พระเจ้ารู้ดี,ไม่นานมานี้,ในความหยิ่งจองหองของเรา เราดูเหมือนจะล่องลอยไป เราดูเหมือนจะลืมไปแล้ว-- ราวกับว่า,พร้อมกับความรู้ที่ระเบิดออกมา, ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดแสดงไว้อย่างละเอียดที่ปลายเท้า, เราถูกทำให้เคลิบเคลิ้มไปจนไม่ใส่ใจ, ลืมไปว่าขั้นตอนการตรวจนี้เป็นสิ่งที่มีค่าทางใจอย่างยิ่งสำหรับแพทย์, และจำเป็นสำหรับคนไข้-- ลืมไปว่าพิธีกรรมนั้นมีความหมาย และเป็นสารอันเดียวที่สื่อไปยังคนไข้
และสารที่ผมยังเข้าใจได้ไม่เต็มที่ในเวลานั้น, แม้เมื่อผมสื่อไปแล้ว, และซึ่งผมเข้าใจดีขึ้นในเวลานี้คือ: ผมจะอยู่ตรงนั้นเสมอ เสมอ เสมอ ผมจะช่วยคุณให้ผ่านพ้นสิ่งนี้ไป ผมจะไม่ทอดทิ้งคุณ ผมจะอยู่กับคุุณจนถึงที่สุด"
Got an idea, question, or debate inspired by this talk? Start a TED Conversation, or join one of these:
การแพทย์สมัยใหม่อยู่ในภาวะอันตรายจากการสูญเสียเครื่องมือเก่าแก่ที่มีพลัง:สัมผัสแห่งมนุษย์ อับราฮัม เวอกีสซึ่งเป็นทั้งแพทย์และนักเขียนอธิบายโลกใหม่ของเราที่แตกต่างจากเดิมโดยมองผู้ป่วยเป็นเพียงแค่ข้อมูล,และร้องขอให้กลับมาใช้การตรวจรักษาระหว่างแพทย์กับคนไข้แบบเก่า
In our era of the patient-as-data-point, Abraham Verghese believes in the old-fashioned physical exam, the bedside chat, the power of informed observation. Full bio »
Translated into Thai by yamela areesamarn
Reviewed by Cheeratikarn Phithakham
Comments? Please email the translators above.
I joke, but I only half joke, that if you come to one of our hospitals missing a limb, no one will believe you till they get a CAT scan, MRI or orthopedic consult.” (Abraham Verghese)
09:25 Posted: Jan 2010
Views 268,853 | Comments 72
16:41 Posted: Mar 2010
Views 164,824 | Comments 75
08:43 Posted: Feb 2011
Views 181,812 | Comments 64
Just follow the guidelines outlined under our Creative Commons license.
This comment will be attributed to . Not ? Sign out.