Return to the talk Return to talk

Transcript

Select language

Translated by Piyawit SEREEYOTIN
Reviewed by Pat Likitswat

0:11 เมื่อเราใช้คำว่า "นักสถาปนิก" หรือ "นักออกแบบ" สิ่งที่เรามักจะนึกถึงคืออาชีพ ที่ใครบางคนได้รับเงินค่าจ้าง และเรามักจะนึกเอาเองว่าพวกอาชีพเหล่านั้น คือผู้ที่จะมาช่วยพวกเราแก้ไขปัญหา ความท้าทายในงานออกแบบที่มีขนาดใหญ่โต และเป็นระบบที่พวกเราเผชิญอยู่ เช่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, การสร้างสังคมเมือง, และความไม่เท่าเทียมกันในสังคม นั่นคือเรื่องของเราที่คิดว่ามันเป็นความเชื่อที่ถูกต้อง ซึ่งผมคิดว่ามันไม่จริงเลย

0:37 ในปี 2008 ผมพึ่งจะจบการศึกษาจากโรงเรียนสถาปนิก หลังจากนั้นหลายปี ผมได้ออกไปเผชิญและได้ทำงาน และสิ่งนี้ก็ได้เกิดขึ้น เศรษฐกิจที่ทำให้ไม่มีงาน และสิ่งสองสิ่งที่เข้ามาสะกิดผมให้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างแรก อย่าฟังคนแนะนำหางาน และอย่างที่สอง จริงๆ แล้ว นี่คือความขัดแย้ง ที่น่าหลงใหลสำหรับงานสถาปัตยกรรม นั่นก็คือ ในมุมมองทางสังคม เราแทบไม่ต้องการแนวคิดด้านการออกแบบเลย แต่งานสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้ถูกจ้างน้อยลงเลย มันทำให้ผมรู้ว่าที่พวกเราคุยกันถึงเรื่องการออกแบบอย่างลึกซึ้ง ในความเป็นจริง ยังมีเศรษฐศาตร์อยู่เบื้องหลังงานสถาปัตยกรรม เรื่องที่พวกเราไม่ได้พูดถึง และผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องทำ

1:16 โดยจุดเริ่มต้นที่ดีก็คือเช็คค่าจ้างของคุณ ดังนั้นในฐานะนักสถาปนิกที่พึ่งจบใหม่ๆ ผมอาจคาดหวังที่จะมีรายได้ประมาณ 24,000 ปอนด์ นั่นก็ประมาณ 36,000 , 37,000 ดอลลาร์ ครับ ถ้าพูดถึงในแง่ของประชากรของทั้งโลก นั่นก็จะทำให้ผมอยู่ในลำดับ 1.95 ของคนที่รวยที่สุด ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ใครคือคนที่ผมกำลังทำงานให้ ความจริงที่ไม่น่าฟังก็คือว่า แท้จริงแล้ว เกือบทุกสิ่งที่ทุกวันนี้พวกเราเรียกกันว่าสถาปัตยกรรม ก็คือธุรกิจการออกแบบดีๆ นี่เอง ทำเพื่อคนรวยที่สุดทีมีอยู่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก และมันก็เป็นเช่นนั้นจนถึงตอนนี้ สาเหตุว่าทำไมเราถึงลืมมัน เป็นเพราะว่าช่วงเวลาในประวัติศาสตร์เมื่อสถาปัตยกรรม ได้เปลี่ยนสังคมครั้งใหญ่ คือช่วงเวลาที่ คน 1 เปอร์เซ็นต์สร้างแทน คนอีก 99 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเหตุผลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผ่านองค์กรการกุศลในศตวรรษที่ 19 ลิทธิคอมมิวนิวส์ในต้นศตวรรษที่ 20 สวัสดิการของรัฐ และไม่นานมานี้ ใช่แล้วครับ ผ่านวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่ลอยตัว ทั้งหมดนี้ที่เติบโตดีในหนทางของพวกมันเองเหล่านั้น ได้หมดหายไปแล้ว และเมื่อเรากลับมายังเหตุการณ์ตอนนี้ ที่ซึ่งนักออกแบบและสถาปนิกที่ชาญฉลาดที่สุดในโลก สามารถทำได้แค่เพียงทำงานให้กับประชากรหนึ่งเปอร์เซ็นต์

2:32 ตอนนี้ มันไม่ได้เป็นแค่ว่าสิ่งนั้นเป็นผลร้ายกับระบอบประชาธิปไตย แต่ผมก็คิดว่ามันก็อาจจะเป็นเช่นนั้น ความจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ฉลาดสุดๆ ผมคิดว่าความท้าทายที่กำลังเผชิญกับสถาปนิกรุ่นถัดไป ก็คือ พวกเราจะเปลี่ยนลูกค้าของเราได้อย่างไร จาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ และผมอยากจะเสนอความคิดที่ค้านกับสัญชาตญาณเล็กน้อย 3 อย่าง เพื่อเป็นหนทางว่ามันจะสำเร็จได้อย่างไร

2:53 สิ่งแรกคือ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องถามคำถามกับความคิดที่ว่า สถาปัตยกรรมคือสิ่งที่เกี่ยวกับการสร้างตึกหรือ อันที่จริง ตึกอาคารคือคำตอบทีมีราคาแพงที่สุด คุณสามารถคิดถึงปัญหาอะไรก็ได้เกือบหมด และโดยพื้นฐาน การออกแบบควรจะเอาใจใส่ให้มาก ในการแก้ไขปัญหาและสร้างเงื่อนไขใหม่ ครับ นี่คือเรื่องราวหนึ่ง บริษัทกำลังทำงานให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง และพวกเขามีอาคารเรียนวิกตอเรียนที่มีสภาพเก่า

3:15 พวกเขาพูดกับสถาปนิกว่า "ดูซิ" ระเบียงของพวกเราช่างเป็นเหมือนฝันร้ายจริงๆ มันแคบเอามากๆ ทำให้แออัดระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน มีการเบียดแกล้งกัน พวกเราไม่สามารถควบคุมพวกมันได้ ดังนั้น สิ่งที่พวกเราต้องการให้คุณทำคือ ออกแบบอาคารทั้งหมดใหม่ ครับ เรารู้ว่ามันจะต้องใช้จ่ายหลายล้านปอนด์ แต่เราก็ยอมกับความจริง

3:31 จากนั้น ทีมงานก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้และเดินออกไป พร้อมพูดว่า "จริงๆ แล้ว ไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้นี่นา ก็เอาระฆังโรงเรียนออกไปแทนก็สิ้นเรื่อง และแทนที่จะให้ระฆังโรงเรียนดังทีเดียว ก็ให้ระฆังที่เล็กกว่าหลายๆ อันดัง ในบริเวณต่างกันและเวลาต่างกัน ซึ่งจะช่วยกระจายปริมาณการสัญจรตลอดระเบียง มันเป็นวิธีการที่แก้ปัญหาเดียวกัน แต่แทนที่จะเสียเงินหลายล้านปอนด์ คุณกลับเสียแค่หลายร้อยปอนด์ ถึงจุดนี้ มันดูเหมือนคุณกำลังทำให้ตัวเองไม่มีงาน แต่ไม่ใช่ ความจริงแล้วคุณกำลังทำ ให้ตัวคุณเองมีประโยชน์มากขึ้น สถาปนิกเป็นบุคคลที่เก่งมากจริงๆ ในการคิดเชิงกลยุทธ์และคำนึงเรื่องทรัพยากรเช่นนี้ ปัญหาก็คือว่า เช่นงานของการออกแบบส่วนใหญ่ พวกเรารู้สึกยึดติดกับความคิดในการจัดหา สินค้าอุปโภคบริโภคชนิดใดชนิดหนึ่ง และผมไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว

4:13 ความคิดที่สองที่ควรค่าแก่การถาม ก็คือเรื่องในศตวรรษที่ 20 ที่ก่อสร้างสถาปัตยกรรมส่วนมากเป็นตึกอาคาร ที่ใหญ่โตและมีทุนที่มากโข อันที่จริง พวกเราขังตัวเองอยู่ใน กรอบความคิดของยุคอุตสาหกรรมนี้ซึ่งบอกไว้ว่า ผู้ที่จะสามารถสร้างเมืองได้คือองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น หรือบริษัทใหญ่ที่สร้างในนามของพวกเรา คอยจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างจากพื้นที่โดยรอบ ในโครงการขนาดใหญ่โครงการเดียว และ แน่นอนครับ รูปทรงได้มาตามเงินทุน สิ่งที่เราได้คือย่านที่อยู่อาศัย ที่กินพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่คนเดียว บนพื้นฐานความคิดที่ว่าขนาดเดียวเข้าได้กับทุกรูปแบบ และผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาซื้อได้ แต่ แล้วถ้าตอนนี้ หากมันเป็นไปได้จริงๆ ที่เมือง จะถูกสร้าง ไม่ใช่โดยคนส่วนน้อยด้วยสิ่งใหญ่โต แต่โดยคนส่วนมากด้วยสิ่งเล็กๆ และเมื่อพวกเขาทำ พวกเขาก็นำเอาคุณค่าต่างๆ หลากหลายอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ ซึ่งพวกเขาต้องการอาศัยติดมาด้วย มันช่วยตั้งคำถามที่น่าสนใจยิ่งว่า พวกเราจะวางผังเมืองกันอย่างไร พวกเราจะหาเงินมาพัฒนาอย่างไร พวกเราจะขายบริการงานด้านออกแบบอย่างไร มันจะหมายถึงอะไรสำหรับสังคมแห่งประชาธิปไตย ที่เสนอให้ประชากรของพวกเขามีสิทธิ์ที่จะสร้าง และในทางใดทางหนึ่ง มันควรจะเห็นได้ชัดว่า ในศตวรรษที่ 21 เมืองใหญ่อาจจะ สามารถถูกพัฒนาได้โดยประชากรทั่วไป

5:23 และอย่างที่สาม พวกเราต้องจำไว้ว่า จากมุมมองที่เข้มงวดทางเศรษศาสตร์ งานออกแบบที่แบ่งประเภทด้วยเพศ และความเอาใจใส่ผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะถูกทำขึ้นโดยมือสมัครเล่น และนั่นเป็นสิ่งที่ดี งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกระบบเศรษฐกิจการเงิน ในรูปแบบที่ถูกเรียกว่าเศรษฐกิจด้านสังคม หรือเศรษฐกิจแก่นกลาง ที่ประชาชนกำลังทำมันเพื่อตัวพวกเขาเอง และจนถึงบัดนี้ ปัญหาก็คือว่า เศรษฐกิจทางการเงินที่มี สาธารณูปโภคทั้งหมดและเครื่องมือทั้งหมด

5:53 ดังนั้น สิ่งท้าทายที่พวกเราเผชิญอยู่ก็คือ พวกเรากำลังจะ สร้างเครื่องมือ สาธารณูปโภคและสถาบันได้อย่างไร เพื่อเศรษฐกิจของสังคมด้านสถาปัตยกรรม และเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันกำลังมุ่งสู่ โลกทางกายภาพด้วยเครื่องมือโอเพนซอร์ส ที่ให้อิสระที่จะแบ่งปันต้นแบบ ที่ใครก็ได้สามารถดาวน์โหลดและทำขึ้นเพื่อตัวพวกเขา นั่นทำให้การพิมพ์ 3 มิติน่าสนใจเอามากๆ ใช่ไหมครับ? ทันทีเมื่อคุณมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่เป็นโอเพนซอร์ส ก็จะเป็นชิ้นส่วนเพื่อที่จะ สามารถผลิตได้บนเครื่องพิมพ์ 3 มิติอีกเครื่องหนึ่ง หรือความคิดเดียวกันนี้ ชิ้นส่วนที่ไว้สำหรับเครื่อง CNC ที่เป็นเหมือนเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ที่สามารถตัดแผ่นไม้อัด สิ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังทำคือการช่วย ลดขีดจำกัดด้านเวลา, ต้นทุน, และทักษะ พวกมันกำลังท้าทายความคิดที่ว่า ถ้าคุณต้องการบางสิ่งที่มีกำลังพอจะซื้อได้ มันจะต้องเป็นขนาดเดียวกันที่เหมาะกับทุกคน มันกำลังส่งผลกระทบด้านลบอย่างมากต่อ ความสามารถในการผลิตที่สลับซับซ้อน พวกเรากำลังมุ่งสู่อนาคตนี้ที่ซึ่งโรงงานมีอยู่ทุกหนแห่ง อธิบายให้มากขึ้น นั่นก็หมายถึง ทีมงานออกแบบคือทุกๆ คน นั่นคือการปฏิวัตอุตสาหกรรมอย่างจริงแท้ และเมื่อพวกเราคิดว่าความขัดแย้งทางแนวคิดหลัก ที่พวกเราได้รับถ่ายทอดมาอยู่บนพื้นฐานของคำถามที่ว่า ใครควรเป็นคนควบคุมกระบวนการผลิต และเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังจะเป็นทางออกให้กับเราหรือ ในความเป็นจริง อาจจะไม่มีใคร พวกเราทั้งหมด

7:13 พวกเรารู้สึกหลงใหล ในสิ่งที่อาจจะมีความหมายในตัวสถาปัตยกรรม ก็ประมาณหนึ่งปีครึ่งที่แล้ว พวกผมเริ่มทำโครงการที่เรียกว่า วิกิเฮาส์ วิกิเฮาส์เป็นระบบการสร้างแบบโอเพนซอร์ส ความคิดที่ทำให้มันเป็นไปได้สำหรับทุกคน ที่จะอยู่บนโลกออนไลน์ เข้าถึงข้อมูลรูปแบบ 3 มิติ ที่แบ่งปันให้อย่างอิสระ ซึ่งพวกเขาสามารถดาวน์โหลดและดัดแปลงได้ ณ ตอนนี้ ในโปรแกรม SketchUp เพราะว่ามันฟรีและง่ายต่อการใช้งาน และเกือบจะแค่เพียงคลิกเดียว พวกเขาก็สามารถสร้างชุดไฟล์ของงานตัด ที่ช่วยให้พวกเขา พิมพ์ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้ทำบ้านออกมา โดยใช้เครื่อง CNC และแผ่นวัสดุมาตรฐาน เช่น ไม้อัด ชิ้นส่วนจะมีหมายเลข พูดง่ายๆ ก็คือ คุณจะได้ชุดประกอบอีเกีย ขนาดใหญ่โตชุดหนึ่งนั่นเอง (เสียงหัวเราะ) มันประกอบเข้าด้วยกันโดยไม่ต้องใช้สลักเกลียว มันใช้การเชื่อมต่อแบบลิ่มและรอยตอก และใช้ไม้ตอกเพื่อสร้างมัน สามารถทำบนแผ่นไม้ตัดได้อีกด้วย ทีมประมาณสองหรือสามคน ทำงานด้วยกัน ก็สามารถสร้างสิ่งนี้ได้ พวกเขาไม่ต้องการทักษะการก่อสร้างใดๆ เลย พวกเขาไม่ต้องการเครื่องมือทุ่นแรงใหญ่โตหรืออะไรประมาณนั้น แต่พวกเขาสามารถสร้างบ้านเล็กขนาดประมาณนี้ได้ ภายในไม่กี่วัน

8:28 (เสียงปรบมือ)

8:35 สิ่งที่คุณได้ก็เป็นเพียงฐานล่างของบ้าน ที่จะให้คุณสามารถนำเอาระบบอื่น เช่น หน้าต่าง การห่อหุ้ม การทำชนวน และบริการต่างๆ ที่มีราคาถูกและจัดหาได้ อย่างที่เห็นครับ บ้านยังไม่สมบูรณ์ พวกเรากำลังย้ายส่วนหัวตรงนี้ ดังนั้นบ้านก็เลยยังไม่เสร็จดี ด้วยเครื่อง CNC คุณสามารถสร้างชิ้นส่วนใหม่เพื่อ สร้างทดแทนตัวมันเองหรือใช้มันสร้างบ้านใหม่ถัดไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงเริ่มที่จะเห็น เมล็ดพันธุ์ของรูปแบบการพัฒนา ตัวเมืองที่ริเริ่มโดยประชากร ในลักษณะโอเพนซอร์สอย่างมีศักยภาพ

9:05 ตอนนี้ พวกผมและคนอื่นๆ ได้สร้างต้นแบบไว้เพียงแค่บางแห่งทั่วโลก และบางแห่งก็มีบทเรียนที่น่าสนใจดี หนึ่งในนั้นคือ มันเข้าถึงทุกคนง่ายมากจริงๆ ผู้คนรู้สึกสับสนระหว่างงานก่อสร้างและความสนุกสนาน แต่หลักการแห่งการเปิดใจกว้างนำไปสู่ รายละเอียดทางกายภาพที่ดูแล้วธรรมดาจริงๆ เช่น อย่าออกแบบงานที่ไม่สามารถยกได้ หรือ เมื่อคุณกำลังออกแบบชิ้นงาน ให้แน่ใจว่าคุณจะไม่สามารถวางมันผิดด้านได้ หรือ ถ้าคุณวางผิด ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะมันสมมาตร บางที หลักการที่มีอิทธิพลกับเราลึกๆ แล้ว คือหลักการที่ตั้งโดย ลินุส โตร์วัลดส์ ผู้บุกเบิกโอเพนซอร์ส ที่มีความคิดที่ว่า จงเกียจคร้านเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก อย่าประดิษฐ์ล้อรถใหม่ทุกครั้ง ใช้อันที่มันทำงานได้ดีอยู่แล้ว และดัดแปลงมันเพื่อความต้องการของคุณเอง ตรงกันข้ามกับเกือบทุกสิ่งที่คุณอาจได้รับการสอน ที่โรงเรียนสถาปนิก การเลียนแบบเป็นสิ่งดี

9:59 ซึ่งเป็นสิ่งเหมาะสม เพราะจริงๆ แล้ว วิธีการนี้ไม่ได้สร้างสรรค์ แท้จริง มันคือวิธีการที่พวกเราสร้างตึก มาเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนการปฏิวัตอุตสาหกรรม เหมือนกับกรณีสร้างยุ้งฉางร่วมกันโดยกลุ่มคน ความที่แตกต่างเพียงหนึ่งเดียว ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบตั้งเดิม กับสถาปัตยกรรมแบบโอเพนซอร์ส อาจจะคือการเชี่อมต่อกับเว็บ แต่มันเป็นข้อแตกต่างที่ใหญ่จริงๆ พวกเราแบ่งปันข้อมูลในวิกิเฮาส์ทั้งหมด ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ และตอนนี้สิ่งที่กำลังจะเริ่มเกิดขึ้น คือคนหลายกลุ่มทั่วโลกกำลังเริ่มที่จะเข้ามา และใช้มัน ทั้งตัด ทั้งพิจารณามัน ช่างเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ มีกลุ่มหนึ่งที่เยี่ยมมาก ที่เมืองไครสต์เชิร์ชในนิวซีแลนด์ กำลังมองหาการสร้างพัฒนาที่อยู่อาศัยหลังแผ่นดินไหว และเป็นเพราะรางวัล TED city พวกผมจึงได้ทำงานกับกลุ่มที่ยอดเยี่ยมในสลัมแห่งหนึ่งในริโอ เพื่อจะสร้างอะไรที่เป็นเหมือนโรงงานของชุมชน และมหาวิทยาลัยขนาดย่อม สิ่งเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นที่เล็กน้อยมากๆ และเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ได้ติดต่อเข้ามา พวกเขาไม่ได้อยู่บนแผนที่นี้เลย ผมหวังว่าครั้งหน้าคุณจะเห็นมัน คุณจะไม่กระทั่งเห็นได้บนแผนที่

10:55 พวกผมตระหนักว่าวิกิเฮาส์คือคำตอบเล็กๆ คำตอบหนึ่ง แต่มันคือคำตอบเล็กๆ สำหรับคำถามที่ยิ่งใหญ่ ที่ว่า ทั่วโลกตอนนี้เมืองที่กำลังเติบโตเร็วที่สุด ไม่ใช่เมืองที่มีตึกสูง พวกมันเป็นเมืองที่สร้างตัวมันเองในรูปแบบหนึ่งหรืออีกอย่างหนึ่ง ถ้าพวกเราพูดถึงเมืองในศตวรรษที่ 21 นี้คือบุคคลผู้กำลังทำมัน คุณทราบดี ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ยินดีต้อนรับทีมออกแบบที่ใหญ่ที่สุดในโลก

11:24 ดังนั้นถ้าพวกเรารู้สึกเอาจริงกับปัญหา เช่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ, การทำให้เป็นเมือง และสุขภาพ จริงๆ แล้ว โมเดลการพัฒนาที่มีอยู่ไม่ได้กำลังจะแก้ไขมัน ผมคิดว่าตามที่โรเบิร์ต เนอเวิร์ธพูดไว้ ไม่มีธนาคารสักแห่ง หรือบริษัท หรือรัฐบาล หรือเอ็นจีโอ ที่จะสามารถแก้ไขมันได้ ถ้าพวกเราปฏิบัติกับประชาชนเหมือนแค่ผู้บริโภค มันจะวิเศษอย่างไรถ้าพวกเรา ร่วมกันพัฒนาหาทางออกให้กับปัญหาที่ไม่ใช่แค่ เรื่องโครงสร้างที่พวกเรากำลังทำงานอยู่ทุกวันนี้ แต่รวมถึงปัญหาเรื่องสาธารณูปโภค เช่น การปรับอากาศด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบพลังงานย่อย ระบบสุขาภิบาลย่อย ทางแก้ที่ต้นทุนต่ำ เป็นโอเพนซอร์ส ได้ผลสูง ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายเอามากๆ และรวมพวกมันเข้าไว้เป็นหนึ่งสิ่งร่วมกัน ที่ซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันและสามารถเข้าถึงได้ทุกคน ประมาณเช่น วิกิพีเดียที่เกี่ยวกับเรื่องสารพัดต่างๆ ใช่ไหมครับ และทันทีที่มันเป็นของใช้งานร่วมกัน มันจะอยู่ที่นั่นตลอด สิ่งนั้นจะเปลี่ยนกฎได้มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าเทคโนโลยีอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเรา

12:27 ถ้าการออกแบบโครงการใหญ่ในศตวรรษที่ 20 คือการทำประชาธิปไตยในการบริโภค -- ที่เป็นเหมือน เฮนรี ฟอร์ด, เลวิตเทาวน์, โคคา-โคล่า. อิเกีย - ผมคิดว่าการออกแบบโครงการใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ก็คือการทำประชาธิปไตยในการผลิต และเมื่อมันกลายมาเป็นสถาปัตยกรรมในเมือง มันจะเป็นเรื่องสำคัญเอามากๆ ขอบคุณมากครับ (เสียงปรบมือ)